การลงทุน ความมั่งคั่ง ความสุข

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เที่ยวโฮจิมิน ซ่อนท้ายสาว แบบชิว ๆ กับ 3 นักลงทุน

Review XOBike tours

สำหรับใครที่มาเที่ยวโฮจิมินแล้วไม่รู้จะไปไหน ลองไปซ่อนท้ายมอเตอร์ไซต์ให้สาวเวียดพาไปดูประวัติศาสตร์เวียดนามฉบับย่อ ใช้เวลาประมาด3ชั่วโมงครึ่ง ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบ ให้4.5ดาวครับ


ทัวร์เริ่ม 8.30 จะมีพนักงานสาวมารับที่โรงแรม พนักงานมาก่อนเวลานัดเล็กน้อย สมเป็นทัวร์ที่ชาวตะวันตกใช้บริการเยอะ สำหรับทริปนี้พวกผมค่อนข้างโชคดีเพราะว่าแดดวันนี้ไม่มี(แนะนำว่าเตรียมเสื้อกันแดด ทากันแดดspfเยอะไว้ก่อนแถมได้ไกด์นำเที่ยวแบบprivate แบบไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเพราะอีกกลุ่มมาเป็นครอบครัวทางทัวร์เลยไม่เอามารวมกัน 

นั่งมอเตอร์ไซค์ในโฮจิมินค่อนข้างตื่นเต้น เพราะว่า เราจะเห็นมอเตอร์ไซต์ที่นี้ขับกันมั่วมากๆ แต่นั่งไปนั่งมาก็มันส์ดี เสียอย่างเดียวคือหัวแบนเพราะใส่หมวกกันน็อตกับดมกลิ่นควันซะเต็มปอด 

ทริปออกแบบค่อนข้างดี คือ พาไปชม3วัฒนธรรมในเวียดนาม คือ เวียดนาม ฝรั่งเศส และจีน ส่วนมากก็จะเล่าเชิงประวัติศาสตร์และเรื่องทั่วๆไป ประมาณน้องเตรียม สคริปเอาไว้อยู่แล้ว ในทัวร์มีเตรียมน้ำ ขนม ผลไม้ให้ลองชิมด้วย (รู้สึกแปลกใจกับโยเกิร์ตแบบhomemadeที่หน้าตาไม่ได้เรื่องแต่กลับอร่อย น้ำอ้อยรสชาติแปลกๆมีกลิ่นส้มแต่อันนี้ชอบแบบเมืองไทยมากกว่ไกด์ของเราและสาวมอเตอร์ไซค์ค่อนข้างเด็ก เดาๆอายุน่าจะอยู่ระหว่าง22-24ปี พูดภาษาอังกฤษได้คล่องมาก เรียกว่าไม่กล้าเอามาเทียบกับเด็กไทยเลย สอบถามน้องๆ เรียนภาษาในมหาลัยเหมือนกับพวกเราและไม่เคยไปเรียนในต่างประเทศ แต่เห็นสำเนียงกับมุกที่น้องหยอดมาต้องยอมรับว่าน้องๆฝึกหนักจริง คือถ้าน้องมาทำงานเมืองไทย เงินเดือนคง30000ขึ้น


เข้าประเด็นลงทุนกันบาง สอบถามน้องๆเรื่องประเด็นเรื่องว่าอยากมีรถยนต์ขับเหมือนกับคนไทยหรือเปล่า คำตอบกลับผิดคลาดเล็กน้อยคือน้องบอกว่าไม่เลย อันนี้ทำให้ต้องหาข้อมูลของHAX กับ SVC เพิ่มเติมว่าข้อมูลของน้องนี้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผิดหรือเปล่า (ถ้าใครว่างมาเวียดนามฝากสอบถามแล้วมาshareกันด้วยนะครับสำหรับเรื่องดอกเบี้ยธนาคาร อันนี้ก็งงๆเหมือนกัน เพราะถามน้องๆ เขาบอกว่าเงินฝากออมทรัพย์ได้แค่ 0.75-1% ซึ่งผิดกับเรื่องที่คนไทยshareกันว่าดอกเบี้ยแบงค์ที่เวียดนามค่อนข้างสูง ทำให้ต้องทบทวนเลยว่าจะรอเข้าตลาดเวียดนามใน2-3ปีข้างหน้า อาจจะต้องปรับให้เร็วขึ้นหรือเปล่า สุดท้ายมีประเด็นเรื่องที่ดินนี้ก็งงๆเหมือนกันว่าสรุปว่าต่างชาติถือทรัพย์สินได้กี่ปีกันแน่ เพราะกลุ่มนี้ดันบอกว่า คนต่างชาติถือได้65ปี ก่อนหน้าได้ยินว่า 50ปี (ผมว่าแม้แต่คนเวียดนามก็คงงงๆกับกฎหมายตัวเองสุดท้าย ผมกังวัลเหมือนกันว่าความห่างชั้นของไทยกับเวียดนามตอนนี้ห่างกันขนาดไหน เพราะเห็นความกระตื้อรือล้นของเด็กรุ่นใหม่แล้ว ต้องเรียกว่าน่ากลัวจริงๆว่าเค้าจะไล่เราในอีกไม่กี่ปี 

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

ข้อคิดดีๆ จาก "รอยตะปู"



มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อย
จะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ


แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ


พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิ
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่ห
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง
 
*** จาก Email ที่เพื่อนๆ ส่งมาให้ ^ ^ 

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

เสดทะสาดง่ายๆอธิบายการจัดการผังเมืองของลอนดอน

เมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวประเทศอังกฤษมาและได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผังเมืองในลอนดอนเป็นเมืองที่จัดผังเมืองได้สุดยอดลำดับต้นๆของโลกเลย โดยลอนดอนนั้นจะมีการจัดส่วนที่เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับชุมชนชาวลอนดอน ซึ่งความเจ๋งของมันคือจากบ้านคนแต่ละบ้านสามารถเดินทางไปสวนได้สะดวกมากๆซึ่งขนาดในเขตสำคัญในกลางกรุงลอนดอน ซึ่งราคาที่ดินโครตแพงเลย ก็ยังจัดสรรพื้นที่ให้มีสวนทั้งขนาดเล็กและใหญ่ไว้เลยที่เดียว แล้วผมก็การอยากให้กรุงเทพและเมืองใหญ่ ๆ ทำเหมือนอย่างกรุงลอนดอนบาง และในช่วงเลือกตั้งกรุงเทพที่ใกล้ ๆ นี้ ผมก็ได้เห็นว่าเมืองไทยของเราก็เริ่มจะเอาอย่างเขาบาง โดยเราจะเห็นในผู้สมัครเลือกตั้งเกือบทุกรายก็มักจะมีนโยบายที่จะทำให้กรุงเทพมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น เช่น ไปปลูกต้นไม้ตามขอบทางด่วนบาง หรือป้ายรถเมล์บาง หรือ ไปหาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปลูกต้นไม้บาง (โดยไม่รู้ว่าเผาเงินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่นะมีต้นไม้เพิ่มก็คงดีกว่าไม่มี) นโยบายของประเทศเรานั้นจะเห็นว่ามันอาจจะแตกต่างกับประเทศอังกฤษบาง ตรงที่อังกฤษเข้าบังคับเป็นกฎหมายผังเมืองไปเลย แต่เพื่อน ๆ ทราบไหมครับการที่เขาจัดผังเมืองลักษณะนี้ มันได้ผ่านขบวนการคิดอย่างลึกซึ่งมากกว่าแค่อยากให้กรุงลอนดอนพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ เพื่อเป็นปอดของชาวลอนดอน



ก่อนจะเริ่มอธิบายเรื่องการจัดผังเมือง ผมขอเริ่มต้นเสนอแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ของนายเดวิด ริคาร์โด้ ซึ่งเขาเขียนบทความวิเคราะห์การเกษตรโดยหาสาเหตุว่าทำไมราคาข้าวสาลีและราคาเช่าที่นาถึงถีบตัวสูงขึ้นในช่วงสงคราม โดยเขาได้ย้อนเวลากลับไปช่วงยุคบุกเบิก โดยสมมุติให้มีชาวนาคนหนึ่ง(สมมุติชื่อสมชายละกันนะครับ) มาขอเสนอเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าวกับเจ้าของที่ แต่เป็นเพราะว่าที่ดินในสมัยก่อนนั้นมากมาย และเจ้าของที่ดินก็ไม่รู้ว่าจะเอาที่ดินไปทำอะไร ดังนั้น สมชายจึงสามารถขอเช่าที่ดิน โดยแค่แบ่งผลผลิตเพียงเล็กน้อยให้กับเจ้าของที่  ที่สมชายได้เช่าที่ถูกขนาดนี้เป็นเพราะว่าเจ้าของที่ก็คิดว่าได้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้ เหตุการณ์นี้อธิบายได้ว่า แม้ว่าที่ดินจะเป็นทรัพยกรที่จำกัด แต่เพราะว่ามันมีเหลือเฟือ ดังนั้นเจ้าของที่ดินก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไร
       ต่อมาเมื่อคนเห็นสมชายปลูกข้าวได้ผลงาม ก็เริ่มมีคนมาปลูกข้าวบริเวณนี้เป็นจำนวนมากขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งนายสมศักดิ์ ชาวนาไร่ข้างๆ พยายามปลูกข้าวแต่ผลผลิตก็ไม่ดีนัก ตัดสินใจไปบอกเจ้าของที่ ขอเช่าที่ดินของนายสมชายในราคาที่สูงกว่า เพราะเขาเห็นว่าที่ดินที่นายสมชายอยู่อุดมสมบูรณ์กว่า นั้นเองก็จะทำให้สมชายยอมเสนอเงินเพิ่มให้กับเจ้าของที่เพื่อให้เขาทำนาในที่ดินเดิม และไม่ต้องย้ายออกไป จะเห็นว่าสถานการณ์นี้พลิกกลับทันทีเพราะว่าเจ้าของที่ดินมีอำนาจต่อรองขึ้นมาโดยฉับพลัน นั่นหมายถึงเจ้าของที่ดินสามารถขึ้นค่าเช่าได้ แต่ปัญหาต่อไปคือแล้วเจ้าของจะสามารถปรับราคาขึ้นได้ขนาดไหนละ คำตอบก็คือค่าเช่านั้นเมื่อปรับแล้ว กำไรจากทำนาของนายสมศักดิ์ของพื้นที่ใหม่ต้องมากกว่ากำไรจากพื้นที่เดิมซึ่งไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไร (ก็ถ้ากำไรน้อยกว่าสมศักดิ์จะย้ายทำไมจริงไหมครับ)
      ต่อมาอีกก็ยังมีชาวนาหน้าใหม่ๆมาขอเช่าที่ปลูกข้าวจนบริเวณที่ดินอุดมสมบูรณ์กับไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ถูกจับจองหมดแล้ว นายสมควรซึ่งมาที่หลัง จึงตัดสินใจขอเจ้าของที่ดินเช่าที่บริเวณแห้งแล้ง ซึ่งแม้ว่าที่ดินตรงนี้จะปลูกข้าวไม่ได้ดีนัก แต่ก็พอที่จะให้นายสมควรได้กำไรบาง พอเป็นแบบนี้เราก็จะเดาเลยใช่ไหมครับว่าจะเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับพื้นที่แห้งแล้งกับพื้นที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ ซึ่งมันก็จะทำให้ค่าเช่าของพื้นที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ปรับตัวขึ้น และนั้นก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาเช่าของพื้นที่สมบูรณ์ขยับตามไปด้วย นักเศรษฐศาสตร์จะเรียกที่ดินที่แห้งแล้งว่าที่ดิน"ส่วนเพิ่ม"
      ในช่วงเริ่มต้นบุกเบิกในช่วงที่มีที่ดินเหลือเฟือ ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์นั้นซึ่งเป็นที่ที่ดีที่สุดนั้น มันยังเป็นที่ดิน"ส่วนเพิ่ม"ด้วย เพราะที่ดินมีมากมาย ชาวนารายใหม่เข้ามาก็สามารถเขาไปทำได้เลย เมื่อที่ดินที่ดีที่สุดกับที่ดิน"ส่วนเพิ่ม"เป็นดินประเภทเดียวกัน จึงไม่ได้มีการเรียกเก็บค่าเช่าใดๆนอกจากผลผลิตเล็กน้อยเป็นสินน้ำใจ แต่เมื่อชาวนามีมากขึ้น และที่ดินอุดมสมบูรณ์ก็มีไม่เพียงพอ นั้นทำให้ที่ดินที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์กลายเป็นที่ดิน"ส่วนเพิ่ม"ไป และเมื่อเวลาผ่านไปถึงช่วงของนายสมควรทำนา ที่ดินแห้งแล้งก็กลายเป็นที่ดิน"ส่วนเกิน"แทน เราจะเห็นว่าราคาค่าเช่าที่นามีความสัมพันธ์กับที่ดิน"ส่วนเกิน"นั้นเอง กล่าวคือ ยิ่งผลต่่างของกำไรที่เกิดจากที่ดินกับที่ดินส่วนเกินยิ่งมากเท่าไร ค่าเช่าก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
        มาลองคิดกับต่อไปครับว่า อย่างในสมัยก่อนที่ข้าวตันละไม่ถึงพันบาท แต่ต้องนี้ราคาก็ประมาณสองหมื่น ถ้าเราเป็นเจ้าของที่ดิน เราจะเพิ่มราคาค่าเช่าไหม นั้นละครับ ราคาของผลผลิตเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันราคาเช่าให้สูงขึ้นด้วย นั้นเองในสภาวะสงครามที่ข้าวยากหมากแพง ก็จะส่งผลให้ค่าเช่าที่ดินมีการปรับตัวสูงขึ้นด้วย และสุดท้ายที่ผมคิดได้ที่มีผลต่อการปรับขึ้นราคาก็คือทางเลือกอื่นในการใช้ที่ดินส่วนเกินในการทำกำไร เช่น พอเวลาผ่านไป เราอาจจะใช้พื้นที่แห้งแล้งในการเปิดร้านขายเครื่องมือให้กับเช้านา ซึ่งการใช้ที่ดินลักษณะนี้ก็สามารถสร้างมูลค่าให้ทรัพย์สินนี้ได้และนั้นเองค่าเช่าของที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดก็สามารถปรับขึ้นได้เหมือนกัน
       ผมคงต้องขอจบเรื่องของนายสมต่าง ๆ และกลับมาที่การจัดผังเมืองของกรุงลอนดอนกันดีกว่าครับ สำหรับการจัดผังเมืองของลอนดอนที่มีการกำหนดพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก ถ้าเราเอาหลักของริคาร์โด้มาคิดก็จะเห็นว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวเป็นการลดพื้นที่ที่คนไปทำประโยชน์จากที่ดินสมบูรณ์ นั้นหมายถึง ผลต่างของกำไรจากที่ดินสมบูรณ์กับที่ดิน"ส่วนเพิ่ม" ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะคนต้องไปใช้ประโยชน์จากที่ดิน"ส่วนเพิ่ม"มากขึ้น นั้นก็ทำให้ค่าเช่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเลย นอกจากนั้น การที่ลอนดอนมีพื้นที่สีเขียวมากจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี หรือคนไทยชอบเรียกว่าเมืองน่าอยู่ด้วย นี้ก็เป็นตัวขับเคลื่อนให้ในกรุงลอนดอนเป็นเมืองที่มีค่าเช่าสูงเป็นลำดับต้นๆของโลกกันเลย เห็นไหมครับว่าการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวของชาวลอนดอนนั้น ไม่ใช่แค่เพียงทำให้คนลอนดอนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังหมายถึงผลประโยชน์ของเจ้าของที่และนักการเมือง(ซึ่งมักจะเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่) และสุดท้ายเป็นการเพิ่มความมั่งคั่งโดยรวมของคนทั้งประเทศด้วย



วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีหาผลตอบแทนอย่างง่ายๆโดยของฟังค์ชั่น XIRR ในEXCEL

สวัสดีปีใหม่ ปี2556 ครับเพื่อนๆ ช่วงปีใหม่แบบนี้ หลายๆคนคงหาวิธีประเมินมูลค่าของพอร์ทของตัวเอง ครั้งนี้ผมมาแนะนำอีกวิธีที่หลายๆคนใช้กัน นั้นก็คือการใช้ฟังค์ชั่น XIRR ครับ
XIRR เป็นฟังก์ชั่นหาอัตราผลตอบแทนตามคาบเวลาที่ไม่มีความสม่ำเสมอ

วิธีนี้ค่อนข้างสะดวกสำหรับคนที่ทำจัดการพอร์ทโดยใช้excel อยู่แล้ว

เริ่มต้นเราจะใส่เวลาที่เราเราลงทุน พร้อม เงินเริ่มต้นในการลงทุนในตาราง แต่ตัวเลขที่ใส่ให้เป็นค่าติดลบ
ขะยั้นในตารางถัดมา เราจะระบุวันที่และจำนวนเงินที่ทำให้พอร์ทเปลี่ยนไปที่ไม่ได้เกิดจากเติบโตของหุ้น เช่น เงินปันผล หรือ เงินใหม่ที่ใส่เข้าไปหรือดึงเงินออกไปให้ โดยถ้ามีการเงินเข้าเราจะใส่ค่าเป็นลบ แต่ถ้าเรามีการนำเงินออก(รวมถึงปันผลด้วย) เราจะใส่ค่าเป็นบวก

ในบรรทัดสุดท้ายเราจะใส่เงินที่มีทั้งหมดในปัจจุบันเอาไว้


จากนั้นพิมพ์ในexcel ในตารางที่ต้องการคำนวนว่า "=XIRR(ช่วงของเงิน,ช่วงเวลา)"

 <ดูวิธีการใส่สูตรตามรู
ปนะครับ>



  การใช้วิธีการนี้อาจจะได้ผลลัพย์ที่แตกต่างจากการใช้NAVบาง เนื่องด้วยการใช้ XIRR จะเป็นการหาผลตอบแทนเฉลี่ยตามช่วงเวลาที่เราสนใจ 2 จุด แต่วิธีนี้ก็มีข้อดีตรงที่วิธีนี้สามารถคำนวนผลตอบโดยหักส่วนที่เป็นปั่นผลออกมาได้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เห็นภาพของการเติบโตของพอร์ทหุ้นที่เราถือได้ชัดเจนมาก แต่ในความเห็นของผม วิธีนี้น่าจะเหมาะกับนักลงทุนหุ้น 100% หรือ วัดแค่ผลงานการลงทุนเฉพาะหุ้น โดยไม่จำเป็นที่จะดูภาพรวมๆ

สำหรับคนสนใจดูการหาผลตอบแทนแบบ NAV ดูสามารถดูได้ใน

http://prasertsakk.blogspot.com/2011/09/how-to.html

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทบทวนการลงทุนของตัวเองประจำปี2555

ทบทวนการลงทุนของตัวเองประจำปี2555

    ผลตอบแทนปีนี้ถือว่าเกินคาดไปมากครับ เนื่องด้วยตัวผมเองเป็นคนขี้กลัวมาก เลยตั้งเป้าหมายในใจไว้ว่าจะทำกำไรได้พอประมาณในภาวะตลาดดี และ จะชนะตลาดเมื่อในสภาวะตลาดไม่ดี ดังนั้น ผมจนแบ่งเงินที่ลงทุนหุ้น พยายามไม่ให้เกิน 60% ของเงินลงทุนโดยรวม และกระจายเงินส่วนที่เหลือไปที่ตราสารอื่นๆและกองทุนรวม


    กลยุทธ์ที่ผมใช้ในปีที่ผ่านมานั้นดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพแต่เมื่อมาทบทวนตัวเองแล้ว กลับเห็นจุดอ่อนมากมาย กล่าวคือ เมื่อต้นปี วิกฤตต่างๆในต่างประเทศรวมถึงภาพการพื้นตัวของสภาวะน้ำท่วมทำให้ผมมองเห็นความอ่อนบางของเงินลงทุนของผม ผมอยากขายหุ้นทั้งหมดเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความโชคดีที่หุ้นที่ผมถือส่วนใหญ่นั้นในปีก่อนหน้าแทบจะไม่มีการปรับขึ้นเลย ผมเคยคิดว่าการขายทั้งหมดเป็นเรื่องน่าเสียดาย ทั้งปีผมจึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์ SAP โดยไปshort future ในสัญญาอีกหนึ่งปีไว้ แล้วผมจะhold หุ้นไว้เรื่อยๆ โดยผมคิดภาพอนาคตออกเป็น 3ภาพ คือภาพแรกคือคิดว่าตลาดจะตกลงมา แล้วด้วยการที่หุ้นที่มีอยู่ก่อนหน้าไม่ได้มีการปรับขึ้น ทำให้โอกาสปรับลงตามตลาดน่าจะน้อย(เข้าข้างตัวเอง) รวมกับผลตอบแทนจากส่วนที่ไม่ใช่หุ้นด้วยก็น่าเป็นผลให้ แม้ว่าตลาดตกลงมา ผมก็ยังชนะตลาด ภาพที่สองคือถ้าตลาดไม่ไปไหน อย่างน้อยผมจะได้เงินปันผล รวมกับส่วนที่ไม่ใช่หุ้น ก็จะทำให้ผมชนะตลาดเช่นกัน ภาพที่สามคือ ตลาดยังวิ่งต่อไป(คิดว่าโอกาสไม่ถึง10%) แม้ว่าจะเสียเงินในส่วนของfutureแต่หุ้นก็น่าจะปรับขึ้นด้วย แม้อาจจะแพ้ตลาด แต่สำคัญสุดคือไม่เสียเงิน
  เมื่อเวลาผ่านไป ผลก็ออกตามมาก็ดูเหมือนดีกว่าคาดจะดีกว่าสะอีก แม้ว่าผลจะออกมาดี แต่ผมกเห็นจุดอ่อนมากมายจักวิธีการคิดของผม แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า
     1. ตลาดเป็นสิ่งที่คาดการได้ยาก ณ เวลานั้นใครจะคาดคิดว่าตลาดจะสามารถวิ่งมาเกือบ1400จุดได้ การวางแผนนั้นผมไม่ควรใช้ภาพตลาดไปกำหนดแผนการณ์ของผมมากเกินไป เช่น จริงๆแล้ว จิตสำนึกของผมคาดว่าหุ้นปีนี้จะวิ่งลง มันทำให้กำหนดแผนส่วนใหญ่ของผมโน้มเอียงในการมุ่งชนะตลอดขาลงมากเกินไป และซึ่งผมแค่โชคดีมาก ๆ ที่หุ้นของผมมันขึ้นแบบไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร
     2. ทำอะไรควรจะมี exit strategy เสมอ เมื่อผมมาทบทวนแผนการณ์ของผม. ผมพึ่งจะเจอกับปัญหาว่าผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป เพราะ ผมเองมีส่วนที่ขาดทุนจากfuture แล้ว ณ เวลานี้ผมควรจะปิดสัญญา หรือว่า ถือต่อไปดี และถ้าถือต่อไปพอหมดสัญญาผมจะทำอย่างไรต่อไปดี (ตอนนี้ก็ยังสับสนอยู่ครับ) หรือในส่วนของหุ้นรายตัวเอง ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมควรจะถือต่อไปหรือขายออกไปดี
     3. ผมต้องเรียนรู้เพิ่ม ปีนี้ผมต้องขอยอมรับว่าผมไม่ค่อยจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเท่าไร เนื่องด้วย สภาวะตลาดนั้นมันไม่ยอมไปตามที่ผมคาด ทำให้ผมมีิอาการเซ็งๆๆ รวมถึงตื่นเต้นและงงกับหุ้นที่ตัวเองถือว่าทำไมมันถึงปรับตัวขึ้นได้อย่างนั้น นั้นทำให้ผมขาดการเรียนรู้สิ่งอื่นๆที่จำเป็นมากๆ นั้นก็คือ ตัวธุรกิจใหม่ๆที่ผมไม่คุ้นเคย เพื่อเพิ่มขอบข่ายความรู้ให้กว้างขึ้น

เป้าหมายในปี2556
    ผมคงต้องกลับมาหาพื้นฐานการลงทุนอีกครั้ง คือ อย่าไปสนใจกำไรมากนัก แต่ให้เพิ่มความรู้ เนื่องด้วย ปีที่ผ่านมาผมไม่ได้สนใจหาความรู้เกี่ยวกับบริษัทมากนัก แล้วเมื่อกลับมาย้อนถามตัวเองว่า ถ้าวันพรุ่งนี้หุ้นตกลง 200 จุด แล้วผมจะซื้อหุ้นตัวไหน ผมกลับคิดไม่ออกเลยว่าผมจะซื้อตัวไหนดี แล้วผมกลับมาที่ watching list ดู มันกลับว่างเปล่า ปีนี้ผมจึงตั้งเป้าศึกษาหุ้นที่ไม่เข้าอย่างละเอียด 12บริษัท(เฉลี่ยเดือนละ1บริษัท) และพยายามลดการดูอารมณ์ตลาดลงไปอีก สุดท้ายต้องหาexit ของแผนที่ผมได้วางไว้ในปีที่ผ่านมาให้ได้


ขอขอบคุณน้องกิ๊ก ที่จุดประกายและให้พี่เลียนแบบเรียนการเขียนทบทวนตัวเองและกำหนดเป้าหมาย
ขอบคุณเกตุ ที่เป็นคนจุดประกายเรื่องการเขียนบทความ และแนวคิดการบริหารพอร์ท
ขอบคุณเพื่อนหม้อ ที่เป็นคนทำให้เห็นเสน่ย์ของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าและเป็นที่ปรึกษาการลงทุนที่ดีเสมอ
ขอบคุณตลาดหุ้น ที่ทำให้ผมได้เป็นส่วนของเจ้าของบริษัทเจ๋งๆ และทำให้ผมสนุกสนาน อยากจะพัฒนาตัวเอง และพบกับมิตรภาพใหม่ๆอีกมากมาย

สุดท้ายนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า ผมขออวยพรให้ทุกคนลงทุนอย่างมีสติ และมีความตั้งใจในการหาความรู้ และร่วมเดินทางในเส้นทางนี้ไปด้วยกันและค้นพบเป้าหมายแล้ววิ่งไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ สาธุ



วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิชาคณิตศาสตร์ม.ปลายของพวกเราทำให้เราคิดอะไรผิดๆหรือเปล่านะ



        คณิตศาสตร์เป็นหนึ่งในวิชาที่คนไทยเกลียดมากเป็นลำดับต้นๆเลยก็ว่าได้ ก็ดูคะแนนเฉลี่ยเอ็นทรานซ์ทั่วประเทศก็ไม่เห็นว่ามันจะเกิน40สักที  (สมัยผมได้ประมาณ25-26 ปี54ได้ถึง 19.22   http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000043022) แต่หนึ่งในหัวข้อที่เพื่อนๆพอจะทำกันได้ดี ก็คงเป็นเรื่องความน่าจะเป็น เพราะว่าคุณครูที่น่ารักของพวกเราสามารถอธิบายมันเป็นรูปธรรมได้ไม่อยาก เช่น ในกล่องมีลูกบอล 3ลูก สีแดง 1 สีดำ 2 ลูก ความน่าจะเป็นที่จะหยิบลูกบอลจากกล่องแล้วเป็นสีแดงก็จะเป็น 1/3 เป็นต้น หรือโจทย์ที่สามารถทดลองง่ายๆเช่น โอกาสที่จะเหรียญได้หัวติดกัน 4 ครั้งติด ก็จะเป็น 1/16 (เกิดจาก 1/2 ยกกำลัง 4) พอเราโตขึ้น เราก็มั่นใจกับวิชาคณิตศาสตร์ที่ง่ายๆนี้ แล้วมาคำนวนและอธิบายสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา เช่น เราไปเขมร(Las Vegas ก็ได้ เดียวไม่ไฮโซ) แล้วไปเล่นแทงสูงต่ำ บังเอิญก่อนหน้านั้นดันออกสูง 4 ตาติด เราก็หยิบวิชาความน่าจะเป็นออกมาใช้ แล้วคำนวนเป็นอย่างดีว่า ความน่าจะเป็นที่จะทอยออกสูงห้าครั้งติดนี้มีแค่ 1/32 แสดงว่า โอกาสที่จะออกต่ำมีถึง 31/32 ดังนั้น การเลือกแทงต่ำเป็นกลยุทธที่ดี แต่ผลออกมาว่า เราเสียตังค์ หรือว่า หลายคนเคยมีประสพการณ์ซื้อเรียงเบอร์มาดูไหมครับ แล้วเราก็คำนวนอย่างดี หาความน่าจะเป็นที่จะออกเลขนั้นเลขนี้ แล้วสุดท้ายก็ถูกกิน(แล้วเรามักสรุปว่าเจ้ามือโกง) ทำไมมันเป็นอย่างนั้นละครับ

ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่า มันเป็นเพราะว่าสมัยเราเรียนหนังสือนั้น เรามักจะถูกอาจารย์ตั้งคำถามที่ยากเกินไป เช่น

ตัวอย่างข้อสอบความน่าจะเป็น (คณิตศาสตร์ O-NET กพ. 2553 ข้อ 23)

ทาสีเหรียญสามอันดังนี้ เหรียญแรกด้านหนึ่งทาสีขาว อีกด้านหนึ่งทาสีแดง เหรียญที่
สองด้านหนึ่งทาสีแดง อีกด้านหนึ่งทาสีฟ้า เหรียฐที่สามด้านหนึ่งทาสีฟ้า อีกด้านหนึ่ง
ทาสีขาว โยนเหรียญทั้งสามขึ้นพร้อมกัน ความน่าจะเป็นที่เหรียญจะขึ้นหน้าต่างสีกัน
ทั้งหมดเป็นดังข้อใด

     เราต้องนำเหตุการณ์มาผูกกันเป็นเรื่องราว แล้วมาคำนวนอะไรก็ไม่รู้มากมาย เพื่อแก้โจทย์ที่อาจารย์ให้กับเรา พอเราโตขึ้นและมาเจอกับชีวิตประจำวันจริง การใช้ความน่าจะเป็นมาคำนวนเรื่องต่างๆนั้นกับไม่มีคนมาตั้งคำถามให้ พอเราตั้งคำถามเอง เราก็มันจะทำให้มันยากๆเข้าไว้ แล้วนั่งคำนวนกันให้ปวดหัวกลับมาดูเหตุการณ์ที่เขมรครับ เราคำนวนถูกต้องที่โอกาศที่จะออกสูง4ครั้งแล้วครั้งที่5จะเป็น31/32 แต่มันถูกแค่กับโจทย์ที่เราตั้งขึ้น แต่มันเป็นคำถามที่ถูกต้องหรือเปล่าละ ลองกลับมาดูโจทย์ที่เราตั้งดูครับ จริงๆเราแค่ต้องการรู้ว่าครั้งที่เราจะพนันมันจะออกสูงหรือต่ำ ดังนั้นความน่าจะเป็นที่จะออกต่ำมันก็คือ 1/2 ครับ หรือกรณีเรียงเบอร์ก็เหมือนกัน จริงๆเราต้องการคำตอบว่างวดหน้าออกอะไร นั่นคือ ความน่าจะเป็นที่เราจะถูกในเบอร์ที่เราเลือกมามันก็ยังเป็น 1/100 ครับ สรุปว่า จริงๆแล้วมันอยู่ที่คำถามที่เราถามตัวเราเองครับ ว่าเราจะเลือกตั้งคำถามที่ถูกต้องหรือเปล่า การพึ่งระวังในการตั้งคำถามนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นลำดับแรกเพราะว่า ถ้าเราตั้งคำถามผิดแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้สำคัญอะไร แล้วเมื่อเราตั้งคำถามที่ถูกต้องแล้ว อย่าลืมหาคำตอบที่ถูกต้องด้วย ว่าแต่


      อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าตัวอย่างที่ผมให้ มันผิดกับความรู้สึกไหมครับว่าทำไมมันได้แค่หนึ่งในสองในเหตุการณ์แรกและได้หนึ่งในร้อยในเหตุการณ์ที่สอง นั่นละครับเพราะว่าเราใช้"ความรู้สึก"มาใช้ในการตัดสิน ความรู้สึกต่าง ๆ นั้นผมคิดว่ามันเกิดจากขบวนการเรียนรู้และประสพการณ์ ความรู้สึกบางอย่างมันเกิดจากการใช้ตรรกะที่ผิด (ผมเขียนบทความนี้เองก็ยังคงรู้สึกว่า โอกาสออกต่ำก็น่าจะมากกว่าอยู่ 55) สำหรับนักพนัน(รวมถึงนักลงทุนด้วย) การเชื่อด้วยตรรกะผิดนี้ละเป็นสาเหตุหลักของการชิพหายเลยครับ ผมคิดว่านักลงทุนที่เชื่อว่ายิ่งเล่นหุ้นหรือมีประสพการณ์ในตลาดมาก จะสามารถอ่านทิศทางตลาดได้ หรือว่า สามารถซื้อหุ้นถูกมากกว่าผิด เป็นตรรกะที่ผิดและเป็นอันตรายมากครับ หรืออย่างเช่นที่พบกับบ่อยๆ เช่น การที่นักลงทุนซื้อหุ้นเพราะเชื่อว่าซื้อตามคนนี้แล้วไม่เจ็ง ก็เป็นตรรกะที่อันตราย (ไม่รู้มาจากสุภาศิตว่า"เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด" หรือเปล่านะ 55+) ดังนั้น เราต้องตรวจสอบความเชื่อของเราอยู่เสมอว่าความเชื่อที่เรามีนั้นมันมาจากตรรกะที่ผิดหรือไม่ แล้วก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆตลอดชีวิต


      พวกเราทุกคนมักใช้ความรู้ที่เรามีอย่างครึ่งๆกลางๆมาอธิบายสิ่งต่างๆในโลกใบนี้ น่าแปลกที่เราทุกคนก็รู้ว่าหนึ่งบวกหนึ่งก็เท่ากับสองแต่น้ำหนึ่งหยดรวมกับน้ำอีกหนึ่งหยดมันดันได้น้ำอีกหนึ่งหยดที่ใหญ่กว่า เห็นไหมว่าเรื่องบางเรื่องมันดูมีเหตุผลเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งคือสอง แต่ผลลัพธ์ของบางเรื่องมันอาจจะไม่ได้เป็นตามตรรกะที่เราเรียนรู้มา พวกเราจะต้องพึ่งระวังและทบทวนกับวิธีคิดของเราใช้บ่อยๆแม้ว่ามันจะดูมีเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า เราอาจจะคิดผิดอย่างที่เราไม่เคยรู้ตัวเลยก็ว่าได้


     สุดท้าย ผมขอกราบขออภัยครูโสภา (ครูคณิตศาสตร์ ม.ปลายที่น่ารักของผมที่เป็นหนึ่งในสามครูให้เกรด4กับผมและเป็นทั้งครูที่ปรึกษาปัญหาชีวิตและเปิดกระโหลกเล็กๆนี้ให้ใหญ่ขึ้น)ที่เอาวิชาคณิตศาสตร์ของครูมาพูดสะเสียหายและขอบคุณเพื่อนแม็กค์ที่เปิดประเดินเล่าเรื่อง"คนเราอ่อนเลขให้ฟัง" เลยทำให้เกิดบทความนี้ขึ้น



วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สรุปย่อจาก"บทเรียนจากสุดนักลงทุนผู้กำชะตากองทุนของโลก" ตอนที่ 2

เนื้อหาที่ผมเขียนขี้นเป็นสรุปย่อจากการอ่านหนังสือ The Value Investors(บทเรียนจากสุดยอดนักลงทุนผู้กำชะตากองทุนของโลก) โดย Ronald W. Chan แปลโดยคุณสมพงษ์ สุวรรณจิตกุล โดยหนังสือได้เล่าประวัติและปรัชญาการลงทุนของสุดยอดนักลงทุนถึง 12 คน ในส่วนที่ผมสรุปมานั้นเป็นเพียงเสนอเนื้อหาส่วนเล็กน้อยที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจออกมา ถ้าผู้อ่านแล้วชอบก็อย่าลืมซื้อหนังสือมาอ่านด้วยนะครับ พวกเราจะได้มีหนังสือดี ๆ มาอ่านกันอีก ขอบคุณครับ > <

Thomas Kahn



        Thomas เป็นลูกชายและผู้สานต่อแนวคิดของ Irving Kahn (ซึ่งกล่าวไว้ก่อนหน้านี้) แม้ว่าแนวคิดการลงทุนของ Thomas จะได้มาจากผู้เป็นพ่อโดยตรง แต่เขาก็ได้รับอิทธิพลจากคุณแม่ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เขาคิดว่าก็ลงทุนที่ชาญฉลาดนั้น เพียงแค่ความรู้ทางด้านการเงินนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยสภาพจิตใจที่พร้อมและแน่วแน่ โดยเฉพาะในช่วงตลาดที่พบกับวิกฤต นอกจากนั้น Thomasแนะนำให้นักลงทุนมีความกล้าหาญที่จะเป็นนักคิดตรงกันข้าม การที่บริษัทหนึ่งมีทิศทางที่ชัดเจนว่าอนาคตดี นั้นก็หมายความว่า ราคาของหลักทรัพย์นั้นมีมูลค่าสูงอยู่แล้ว ดังนั้น เขามักจะประเมินหลักทรัพย์ที่มีลักษณะคลุมเคลือ คือ กำไรอาจจะไม่ได้ดีมากนัก ณ เวลานั้น เขาจะมองหาบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง งบดุลดี กระแสเงินสดดี หนี้น้อย และแนวโน้มว่าจะมีกำไรมากขึ้นในอนาคต เขาจะต้องกลับมาถามตัวเองทุกครั้งว่า อะไรคือตัวเร่งที่จะทำให้บริษัทหมุนฟื้นกลับมา การค้นหาคำตอบว่าอะไรคือตัวเร่งนั้นเป็นการทดสอบทางความคิดในการให้คุณค่าทางปริมาณ ซึ่งมันมาจากประสพการณ์ ความรู้ ความหยั่งลึกของเรา มันไม่มีคำตอบถูกหรือผิดจากคำถามนี้ แต่ยังไรก็ตาม มันเป็นหลักแท้ของกระบวนการในการทำการสำรวจการวิจัยของเขา นอกจากนี้ Thomas มักจะเขาไปพูดคุยกับผู้บริหาร ประเมินนิสัยและบุคลิกของพวกเขา และค้นหาแรงจุงใจต่าง ๆ ที่บริษัทมีให้กับเหล่าผู้บริหารทั้งหลาย เขาคิดว่าการพิจารณาคนนั้นมันมีประสิทธิภาพอย่างมาก


           แนวคิดที่สำคัญที่เราควรเรียนรู้จาก Thomas คือ เรื่องของความฉลาดทางด้านอารมณ์ (emotional intelligence) เขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเป็นนักลงทุนที่จะประสพความสำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้ต้องเกิดจากประสพการณ์ตรงและการพูดคุยแลกเปลี่ยนก็ผู้มีประสพการณ์มากกว่า ทั้งในสิ่งที่ดีและสี่งที่ไม่ดี เมื่อเรามีประสพการณ์มากขึ้น หรือก็คืออายุเรามากขึ้น ความฉลาดนี้ก็จะเพิ่มขึ้น เราต้องถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าต่อวงจรธุรกิจที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งนี้ก็จะทำให้เราไม่หวั่นไหวกับเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ


William Browne



      Browne นั้นอาจจะไม่เหมือนกับสุดยอดนักลงทุนท่านอื่นตรงที่กว่าจะเริ่มการลงทุนก็อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้ว (ผมว่าอาจจะเหมือนหลาย ๆ ท่านนะ อิอิ) แต่อาจจะเรียกว่าเขาโชคดีที่คุณพ่อของเขาเป็นนายหน้าค้าหุ้นที่ดูแลให้กับ Benjamin Graham ทำให้เขามีโอกาส พบวิธีการสนทนาของเหล่าสาวกนักลงทุนเน้นคุณค่ามากมาย เมื่อเขากลายเป็นนักลงทุน เขาก็เลยใช้แนวคิดของ Grahamในการวิเคราห์หลักทรัพย์ในช่วงแรก และเขาก็พัฒนาแนวคิดเพิ่มเติมเข้าไป โดยเขาจะพยายามที่จะศึกษาโครงสร้างของธุรกิจ เพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติของบริษัท เขาเชื่อว่าการค้นพบธุรกิจที่ดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ โดยเขาพิจารณาผลประกอบการทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงพิจารณาว่าบริษัทใช้ทรัพย์สินได้คุ้มค่าแค่ไหน เพื่อจะสามารถทำนายถึงกำไร และการเติบโตของธุรกิจได้ เขายังออกแบบการประเมินใหม่โดยรวมสินทรัพย์ที่สัมผัสไม่ได้ เช่น ตราสินค้า มารวมไว้ในการประเมินของเขาด้วย นอกจากนี้เขาก็ยังพัฒนาหาสูตรความคิดใหม่ ๆ เพื่อทำการลงทุนในต่างประเทศด้วย โดยเขามองว่าการหาคุณค่าของเขานั้น ควรจะเป็นมาตราฐานโลกที่ควรจะทำกัน มันจึงไม่ควรถูกจำกัดไว้ในประเทศใดประเทศหนึ่ง Browne มีความเชื่อเรื่องการกระจายความเสี่ยง เขาว่าเราไม่มีทางรู้ว่าหุ้นที่เราคิดว่าเป็นสุดยอดนั้น มันเป็นจริงหรือไม่ การถือแบบมุ่งเน้นในหุ้นนั้นอาจจะเสี่ยงเกินไป


      แนวคิดที่สำคัญที่เราควรเรียนรู้จาก Browne เป็นเรื่องของการเคร่งคัดในวินัยของเขา เขาเป็นคนตื่นแต่เช้า กระตือลือล้นในการทำงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนกลับเพื่อน ๆ นักลงทุนเสมอ และเขาไม่เคยลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกาย เราต้องทำให้จิตใจของเรากระชุ้มกระชวยอยู่เสมอ และพร้อมที่จะเรียนรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้ นอกจากนั้น เราจะต้องฝึกฝนตัวเองให้พบกับความสุขจากภายในที่มาจากอิสระภาพของความกังวล (Ataraxia) คนเราส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่มีเหตุผลเสมอไปและมักจะเชื่อในสัญชาตญาณ เราซื้อหุ้นเพราะคิดว่าหุ้นกำลังจะขึ้น โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุน ดังนั้น เราจะต้องสร้างกระบวนการในการลงทุนและนำไปคิดในใจและทำให้เห็นถึงตรรกะ แล้วเมื่อเราเข้าใจนี้แล้ว เราก็จะพบความสุขนั้น